Tel. 097-9537068

น้ำหอม Essentir – เปิดตำนานน้ำหอม ความหอมที่มีมานับพันปี สู่ยุคปัจจุบัน
รวมประวัติศาสตร์น้ำหอมตั้งแต่ในยุคอดีต จากสิ่งล้ำค่าในอดีต สู่ความหอมที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน
หลายๆคนอาจจะเคยใช้น้ำหอมแล้วสงสัยกันว่า น้ำหอมมีต้นกำเนิดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร หรือมีจุดเริ่มต้นที่ไหน ประเทศไหน หรือแม้กระทั่งใครเป็นคนคิดค้นน้ำหอมขึ้นมา ในบทความนี้แอดมิน Essentir จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ที่มีมาอย่างยาวนานของน้ำหอมกัน
ย้อนกลับไปยังสมัยโบราณ ในยุคที่มนุษย์เริ่มต้นตั้งรกราก ถิ่นฐาน อย่างยุคกรีก โรมัน ถือเป็นยุคเริ่มต้นของความนิยมใช้เครื่องหอม โดยผู้ชายชาวกรีก โรมัน มักจะหยิบเอาเครื่องหอมดังกล่าวไปโรงอาบน้ำรวม และหลังจากอาบน้ำเสร็จก็จะใช้เครื่องหอมดังกล่าวเพื่อดับกลิ่นที่นอนที่ติดตัวมาจากที่บ้าน จนทุกวันนี้น้ำหอมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายไปแล้วค่ะ เพราะนอกจากมันจะให้ความหอมแล้ว ยังช่วยให้เราอารมณ์ดี กระตุ้นความสนใจของเพศตรงข้ามได้อีกต่างหาก

หลายๆ คนคงคิดว่า น้ำหอมนั้นต้องถูกคิดค้นในประเทศฝรั่งเศสแน่นอน แต่ความจริงนั้นไม่ใช่ค่ะ ตามการค้นคว้าของชาวตะวันตกนั้นพุ่งเป้าไปที่เดียวกันนั่นก็คือประเทศอิตาลี ในช่วงปี 1380s นักบวชแห่งโบสถ์ St. Giacomo แห่งเมือง Vicovaro ในประเทศอิตาลีนั้น ต้องทำการต้อนรับราชินี Giovanna D’Angio Capri เลยทำการปลูกดอกไม้นานาชนิดไว้เพื่อต้อนรับ ซึ่งให้หลังจากนั้นเพียง 3 วัน น้ำที่หล่อเลี้ยงดอกไม้เหล่านั้นก็เริ่มต้นสกัดเอาความหอมดังกล่าวออกมาจนกลายเป็นน้ำที่หอมฟุ้งไปทั่ว และได้ถือเป็นต้นกำเนิดของน้ำหอมจากเมือง Capri จนในปี 1948 ก็ได้มีการนำเอาบันทึกเกี่ยวกับการดอกไม้ที่ใช้ปลูกมาผสมผสานจนกลายเป็นน้ำหอมที่มีชื่อว่า “Fiori di Capri” โดยแบรนด์ที่มีชื่อว่า Carthusia นั่นเอง

เครื่องมือบอกสถานะทางสังคมของคนในอดีต

31 พฤษภา
         การใช้น้ำหอมของคนในอดีต อาจหมายถึงความต้องการในการแสดงฐานะทางสังคมของตน จากเดิมที่การผลิตน้ำมันเพื่อทาผิวให้ชุ่มชื้น เป็นความรู้ที่คนในพื้นที่สามารถเรียนรู้และผลิตขึ้นมาได้เอง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่ผู้คนในพื้นที่นี้เผชิญร่วมกัน แต่ต่อมาเมื่อกลิ่นหอมได้ถูกเพิ่มเข้ามา มีการใช้วัตถุดิบที่มีค่า ราคาแพงนำมาทำเป็นส่วนผสม และถูกใช้ในเรื่องของความเชื่อและพิธีกรรมมากขึ้น ทำให้น้ำมันหอมหรือน้ำหอมเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่ชี้วัดและแสดงถึงฐานะทางสังคมของผู้คนที่ใช้มันไปโดยปริยาย

โดยน้ำหอมสามารถบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมได้ เมื่อพิจารณาจากน้ำมันพื้นที่เป็นองค์ประกอบ จากการใช้น้ำมันพื้นเป็นส่วนผสม เพื่อให้ความเข้มข้นเจือจาง อันเนื่องมาจากการห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากพืชมาใช้โดยตรง ทำให้น้ำมันพื้นเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างมากในการผลิตน้ำหอม

ในระยะแรก มักใช้พืชในท้องถิ่น เช่น ต้นละหุ่ง มาทำเป็นน้ำมันพื้น แต่เมื่อมีการพัฒนานำเอาพืชชนิดอื่น ๆ มาทำบ้าง เช่น มะกอก อัลมอนด์ รวมถึงการผสมวัตถุดิบอื่น ๆ เช่น นม น้ำผึ้ง เกลือ หรือไขมันของสัตว์ เช่น วัว แพะ แกะ ซึ่งมีคุณค่าและต้นทุนทางราคาที่สูงขึ้น ทำให้การที่จะใช้น้ำหอมซึ่งมีน้ำพื้นเหล่านี้ได้นั้น จะต้องเป็นบุคคลที่ร่ำรวยและมีฐานะทางสังคมสูงไม่น้อยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ น้ำหอมที่พบในชนชั้นสูงกับชนชั้นล่างจึงอาจไม่เหมือนกัน และสะท้อนถึงฐานะทางสังคมของผู้ใช้น้ำหอมนั้นๆ ได้
1 มิถุนา(2)

น้ำหอมในสมัยอารยธรรมอียิปต์โบราณ

          โดยอารยธรรมอียิปต์โบราณ เป็นอารยธรรมที่มีการใช้น้ำหอมเก่าแก่ที่สุด คือตั้งแต่ 2686 - 1650 ปี
ก่อนคริสตศักราช ในสมัยราชวงศ์ Old Kingdom - New Kingdom เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบ อันแสดงให้เห็นถึงการใช้น้ำหอมที่มีอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ภาพวาดในสุสาน แสดงถึงกรรมวิธีในการผลิตน้ำหอม

ในสมัยราชวงศ์ Old Kingdom และ Middle Kingdom ขวดน้ำหอม ซึ่งถูกถวายเป็นของอุทิศในโลกหลังความตายในสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน สมัยราชวงศ์ New Kingdom เป็นต้น การใช้น้ำหอมในอารยธรรมอียิปต์โบราณ อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้อารยธรรมโบราณอื่นในคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีการใช้น้ำหอมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากอารยธรรมอียิปต์โบราณตั้งอยู่ในแถบคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ได้เกิดอารยธรรมโบราณต่างๆ นี้มากมาย

การใช้น้ำหอมอย่างแพร่หลายของชาวอียิปต์โบราณ จึงอาจส่งผลให้อารยธรรมโบราณเหล่านี้ ได้รับอิทธิพลในการใช้น้ำหอม โดยอารยธรรมร่วมสมัยที่มีหลักฐานทางโบราณคดีแสดงถึงการใช้น้ำหอม เช่น อารยธรรมเมโสโปเตเมียปรากฏหลักฐานคือ แผ่นจารึกอักษรคูนิฟอร์มซึ่งกล่าวถึงชื่อนักทำน้ำหอม นามว่า Tapputi ในราว 2,000 ปีก่อนคศ.
1 มิถุนา
        ในอารยธรรมอียิปต์โบราณ เป็นอารยธรรมที่มีคติความเชื่อและพิธีกรรมเกี่ยวกับโลกหลังความตายอย่างชัดเจน เห็นได้จากขั้นตอนของการพยายามรักษาร่างของผู้ตายไม่ให้เน่าเปื่อยหรือที่เรียกว่าการทำมัมมี่ เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตต่อไปยังโลกหน้าได้อีกครั้ง

สำหรับน้ำหอมมีบทบาทในการใช้เพื่อรักษาสภาพศพและทำให้มีกลิ่นหอม โดยจะถูกใช้ในลักษณะของการเติมลงไปภายในเพื่อดับกลิ่นเน่าเหม็น อันเกิดขึ้นจากร่างที่เน่าเปื่อยและเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา โดยสารที่นิยมใช้จะทำมาจากพืชเช่น กำยาน มดยอบ เป็นต้น ซึ่งการใช้ในลักษณะอย่างนี้ยังพบในอารยธรรมของชาวไซเถียน (Scythians) ซึ่งอยู่ในบริเวณทางตอนเหนือของทะเลดำ บริเวณประเทศยูเครนในปัจจุบันด้วย เป็นต้น


อีกทั้งน้ำหอมยังกลายเป็นของใช้สำหรับคนตาย เนื่องจากมักถูกใช้เป็นของอุทิศสิ่งของให้แก่คนตาย โดยการอุทิศสิ่งของให้แก่คนตาย ถือเป็นความเชื่อและพิธีกรรมที่มีร่วมกันของผู้คนในบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีกด้วย
2 มิถุนา(2)

น้ำหอมในสมัยอารยธรรมคาบสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน

        ปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำหอมมีการใช้ในคาบสมุทรทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเป็นที่แรก ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลกนั้น คือ เรื่องของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศบริเวณนี้มีอากาศแห้งและร้อนชื้น ทำให้ผู้คนในพื้นที่นี้คิดค้นวิธีที่จะรักษาผิวพรรณของตนให้ชุ่มชื้น จึงนิยมที่จะทาน้ำมัน เพื่อสุขภาพผิวที่ดี

ต่อมาเรื่องกลิ่นก็มีความสำคัญมากขึ้นต่อการรับรู้ของมนุษย์ จึงได้เพิ่มกลิ่นหอมลงในน้ำมันในภายหลัง และค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจนเป็นน้ำหอมในที่สุด โดยสกัดเอากลิ่นหอมจากพืช เช่น กุหลาบ มะลิ คาโมไมล์ มดยอบ กำยาน แก่นจันทร์ มาทำเป็นน้ำหอม โดยได้กลายเป็นของใช้สำหรับคนเป็น

เมื่อการใช้น้ำหอมอาจหมายถึงความต้องการในการแสดงฐานะทางสังคมของตน จากเดิมที่การผลิตน้ำมันเพื่อทาผิวให้ชุ่มชื้น เป็นความรู้ที่คนใน พื้นที่ที่สามารถเรียนรู้และผลิตขึ้นมาได้เอง เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งที่ผู้คนในพื้นที่นี้เผชิญร่วมกัน แต่ต่อมาเมื่อกลิ่นหอมได้ถูกเพิ่มเข้ามา มีการใช้วัตถุดิบที่มีค่า ราคาแพงน้ำมาทำเป็นส่วนผสม และถูกใช้ในเรื่องของความเชื่อและพิธีกรรมมากขึ้น ทำให้น้ำมันหอมหรือน้ำหอมเหล่านี้ กลายเป็นสิ่งที่ชี้วัดและแสดงถึงฐานะทางสังคมของผู้คนที่ใช้มันโดยปริยาย
3 มิถุนา

ตำนานเทพเจ้าแห่งความหอม “เนเฟอร์ทุม“

        ความเชื่อของคนอียิปต์ว่า กลิ่นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เห็นได้จากอักษรเฮียโรกลิฟิกส์ คำว่า จมูก นั้น แปลถึง ความพึงพอใจ ถูกทำให้พึงพอใจ ทำให้ถึงกับมีการยกย่องให้มีเทพเจ้าแห่งกลิ่นด้วย นามว่า เนเฟอร์ทุม (Nefertum) ในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ "เนเฟอร์ทุม" คือชายหนุ่มรูปงาม ที่มีกลิ่นหอมของดอกบัวสีน้ำเงินรอบตัว มีดอกบัวประดับเอาไว้บนศีรษะ ในกาลก่อนชาวไอยคุปต์นิยมดมดอกบัว เพราะมีกลิ่นหอมและยกย่องให้เป็นหนึ่งในเครื่องหอมยอดนิยม และยังมีกำยาน ที่ทำขึ้นมาจากวัตถุดิบอันหลากหลาย บางชิ้นต้องนำเข้ามาจากดินแดนอันห่างไกล ทำให้เครื่องหอมมีมูลค่ามากจนแพงกว่าทองคำ

เครื่องหอมยังใช้ในพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ อย่างการบูชาเทพเจ้า ในราชสำนักขององค์ฟาโรห์ การเผากำยานถวายแด่เทพเจ้า เผามดยอบในตอนเที่ยง และเผาเครื่องหอมที่เรียกว่า kyphi ในตอนเย็น นอกจากการบูชาเทพเจ้า บทบาทของเครื่องหอมยังถูกใช้ในพิธีหลังความตาย ที่มักใช้เครื่องหอมในกระบวนการทำมัมมี่

จากความสำคัญนี้เองที่ทำให้ของบูชาเทพเจ้าเนฟอร์ทุม จะกลายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากน้ำหอม หรือสิ่งอื่นใดก็แล้วแต่ที่มีกลิ่นหอมไปโดยปริยาย อันทำให้กล่าวได้ว่าน้ำหอมกลายเป็นของใช้สำหรับเทพเจ้าอย่างแท้จริง

        ทุกวันนี้น้ำหอมถูกใช้อย่างแพร่หลาย ไม่ใช่เฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น ทั้งยังเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน น้ำหอมในยุคนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ บ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้อย่างดี น้ำหอม Essentir จะช่วยเผยความเป็นตัวตนของคุณ เสริมสเน่ห์และช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังคงความหอมให้ติดทนนานอยู่คู่กับตัวคุณไปได้ตลอดทั้งวันอีกด้วย